8 - 9 - 2553


สรุปผลการจัดทำเครดิตของประเทศไทย


 

Moody's

S&P

Fitch

R&I

Year

Long-term

Short-term

Foreign-currency

country ceiling

Long-term

Short-term

Long-term

Short-term

Long-term

Short-term

1987(2530)

-

-

-

-

-

-

AA-

-

1988(2531)

-

-

 

-

-

-

-

AA-

-

1989(2532)

A2

P-1

 

A-

A-1

-

-

AA-

-

1990-1993

Same rates as 1989's

1994(2537)

A2

P-1

 

A (1)

A-1

-

-

AA-

-

1995(2538)

A2

P-1

 

A

A-1

-

-

AA-

-

1996(2539)

A2

P-2 (2)

 

A

A-1

-

-

AA-

-

1997(2540)

A3 (3)

P-2

 

A-(5)

A-1

-

-

A+ (4)

a-1(4)

1997(2540)

Baa1 (6)

P-3 (6)

 

BBB(7)

A-3(7)

-

-

A-(8)

a-2 (8)

1997(2540)

Baa3 (9)

P-3

 

BBB

A-3

-

-

A-

a-2

1997(2540)

Ba1 (10)

NP(10)

 

BBB

A-3

-

-

BBB(11)

a-2

1998(2541)

Ba1

NP

 

BBB-* (12)

A-3

BB+*(13)

B (13)

BBB

a-2

1999(2542)

Ba1^ (15)

NP(15)

 

BBB- (16)

A-3 (16)

BB+^ (14)

B (14)

BBB

a-2

1999(2542)

Ba1^

NP

 

BBB-

A-3

BBB- (17)

F3 (17)

BBB

a-2

2000(2543)

Ba1^ (18)

NP(18)

 

BBB-

A-3

BBB-

F3

BBB

a-2

2000(2543)

Baa3 (19)

NP

 

BBB- (21)

A-3 (21)

BBB- (20)

F3 (20)

BBB

a-2

2001(2544)

Baa3

NP

 

BBB- (22)

A-3 (22)

BBB-

F3

BBB

a-2

2002(2545)

Baa3^(26)

NP

 

BBB-^(23)

A-3^(23)

BBB-^(25)

F3 (25)

BBB^ (24)

a-2 (24)

2003(2546)

Baa1(30)

P-2(30)

 

BBB-(29)

A-2^(29)

BBB(28)

F3

BBB+(27)

a-2

2004(2547)

Baa1

P-2

Baa1

BBB+(32)

A-2(32)

BBB^(31)

F3

BBB+

a-2

2005(2548)

Baa1

P-2

Baa1

BBB+(35)

A-2(35)

BBB+^(33)

F2(33)

BBB+(34)

a-2(34)

2006(2549)

Baa1(39)

P-2(39)

A3(37)

BBB+(38),(41)

A-2(41)

BBB+(36),(40)

F2(36),(40)

BBB+

a-2

2007(2550)

Baa1

-

A3

BBB+(44)

A-2(44)

BBB+(43)

F2(43)

BBB+(42)

a-2(42)

2008(2551)

Baa1*(51)

-

A3

BBB+* (48)

A-2(48)

BBB+*(46),(49)

F2(46),(49)

BBB+*(45),(47),(50)

a-2(45),(47),(50)

2009(2552)

Baa1*(55)

-

A3 (55)

BBB+* (53)

A-2(53)

BBB(54)

F3(54)

BBB+*(52)

a-2(52)

2010(2553)

Baa1*(58)

-

-

BBB+* (57)

A-2(57)

BBB(59)

F3(59)

BBB*(56)

a-2(56)

หมายเหตุ :

    ^ แสดงถึง แนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook)
    * แสดงถึง แนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook)
    Credit Rating ที่ไม่ได้ใส่สัญลักษณ์ใดไว้ข้างท้าย แสดงถึง แนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
    NP = Not Prime หมายถึง ไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับใด

 

  1. ปรับเพิ่มระดับเครดิต เนื่องจากดุลการชำระเงินของประเทศและสถานะการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น (29 ธ.ค. 37)
  2. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากเงินกู้ระยะสั้น และหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลง (3 ก.ย. 39)
  3. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นและปัญหาโครงสร้าง ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง
    (8 เม.ย. 40)
  4. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจขาดความคล่องตัว เนื่องจากหนี้ระยะสั้นมีสัดส่วนที่สูงมาก
    (16 มิ.ย. 40)
  5. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น รวมทั้งดุลการชำระเงินเริ่มมีปัญหา (3 ก.ย. 40)
  6. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการนำเงินทุนระยะสั้นไปลงทุนอย่างไม่เหมาะสม รวมทั้งสถานะการเมืองมีความไม่แน่นอน
    (1 ต.ค. 40)
  7. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากสถานะการเมืองไม่มีเสถียรภาพ และสภาพคล่องต่างประเทศเริ่มมีปัญหา(24 ต.ค. 40)
  8. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากสภาพคล่องที่เริ่มตึงตัว (14 พ.ย. 40)
  9. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากปัญหาหนี้เสียระยะสั้นที่จะครบกำหนดชำระในสิ้นปีมีผลทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงมาก
    28 พ.ย. 40)
  10. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากยังคงมีปัญหาโครงสร้างในภาคการเงิน แนวโน้มอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (22 ธ.ค. 40)
  11. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการขาดดุลการคลังของภาครัฐเป็นครั้งแรกในรอบ10 ปี ขณะที่ระบบการเงินในประเทศ
    อยู่ในสภาพง่อนแง่น (29 ธ.ค. 40)
  12. ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากวิกฤตการณ์ภาคการเงินยังไม่คลี่คลาย ดุลการชำระเงินและวิกฤติศรัทธายังเป็นปัญหาอยู่
    แนวโน้มเป็นลบ (8 ม.ค. 41)
  13. เป็นการจัดระดับเครดิตครั้งแรก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากภาระหนี้ระยะสั้นมีระดับสูงมากปัญหาที่เกิดในภูมิภาคยังเป็นจุดอ่อน
    ซึ่งจะกระทบต่อประเทศไทยได้ แนวโน้มเป็นลบ (14 พ.ค. 41)
  14. แนวโน้มเป็นบวก (26 เม.ย. 42)
  15. ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) โดยมีโอกาสปรับระดับเครดิตให้สูงขึ้น (2 พ.ค. 42)
  16. ปรับแนวโน้มจากลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) (5 พ.ค. 42)
  17. ระดับเครดิตเนื่องจากปัจจัยภายนอกปรับตัวดีขึ้นมาก เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
    หนี้ระยะสั้นลดลง เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น (24 มิ.ย. 42)
  18. อยู่ในระหว่างทบทวนระดับเครดิต โดยมีความเป็นไปได้ที่จะได้ปรับระดับให้สูงขึ้น (3 เม.ย. 43)
  19. ปรับเพิ่มระดับเครดิตมาอยู่ที่ระดับ Investment Grade โดยมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
    เนื่องจากดุลการชำระเงินเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสภาพคล่องในรูปเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง
    จากปัจจัยภายนอกได้ (22 มิ.ย. 43)
  20. ยืนยันระดับเครดิตเดิม เนื่องจากภาระหนี้ต่างประเทศลดลงมาก มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง
    และการปฏิรูปมาสร้าง มีความก้าวหน้าพอสมควร ( 21 พ.ย. 43 )
  21. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)(5 ธ.ค. 43)
  22. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ เนื่องจากดุลการชำระเงินปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อต่ำ
    ฐานะการคลังยังไม่น่าเป็นห่วง (31 พ.ค. 44)
  23. ปรับแนวโน้ม (Outlook) จาก Stable เป็น Positive โดยให้เหตุผลว่า ดุลการชำระเงินอยู่ในฐานะดีขึ้น
    และฐานะการคลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก (20 ส.ค. 45)
  24. ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากไทยมีดุลการชำระเงินที่ปรับตัวดีขึ้น
    ประกอบกับ ความมีเสถียรภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง (18 ก.ย. 45)
  25. ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากไทยมีฐานะทางการเงินระหว่างประเทศ
    ที่แข็งแกร่งขึ้น ภาคการธนาคารที่ยังมีเสถียรภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้มีความก้าวหน้า (10 ต.ค. 45)
  26. ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดและระดับเงินทุนสำรอง
    ระหว่างประเทศ อยู่ในฐานะที่ดีมาก ระดับหนี้ต่างประเทศลดลง (15 พ.ย. 45)
  27. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับ
    ที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐสูงขึ้นมาก
    ระดับหนี้สาธารณะลดลงอย่างเห็นได้ชัด และระบบการเงินของประเทศที่มีเสถียรภาพ (7 ส.ค. 46)
  28. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ
    Stable) เนื่องจากการลดลงของหนี้ต่างประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของฐานะ
    ทางการคลังของรัฐบาล (3 ก.ย. 46)
  29. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB และตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศเป็น A-2
    โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นบวก (Positive) เนื่องจากสถานะทางการคลังที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    และความแข็งแกร่งของสถานะต่างประเทศ (8 ต.ค. 46)
  30. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น B a a1 และตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศเป็น P-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากความแข็งแกร่งของ สถานะด้านต่างประเทศ ซึ่งปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีนโยบายจะลดการก่อหนี้จากต่างประเทศ ภาคการส่งออกของไทยก็ได้ปรับตัวดีขึ้น โดยประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก (26 พ.ย. 46)
  31. ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของสถานะภายนอกประเทศ ของไทย การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และฐานะทางการคลังสาธารณะ ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้สมดุล (3 มี.ค. 47)
  32. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ และปรับแนวโน้มระดับเครดิตเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะสถานะหนี้ต่างประเทศภาครัฐ (26 ส.ค. 47)
  33. ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ และปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นเป็น F2 ปรับแนวโน้มระดับเครดิตเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากสถานะด้านต่างประเทศและภาคการคลังที่แข็งแกร่ง (11 พ.ค. 48)
  34. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ของไทยอยู่ในระดับที่สามารถครอบคลุมหนี้ต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันรัฐบาลดำเนินนโยบายในการลดระดับหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง (17 พ.ย. 48)
  35. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แสดงถึงสถานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และเสถียรภาพทางด้านงบประมาณ โดยพิจารณาจากฐานะทางการคลังที่เกินดุลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (14 ธ.ค. 48)
  36. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แสดงถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย ปัจจัยชี้วัดเครดิตหลักของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ฐานะการคลังของประเทศที่มั่นคงในปีงบประมาณ 2548 และหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของประเทศไทยยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีที่แล้ว (24 เม.ย. 49)
  37. ปรับวิธีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับ Foreign-currency country ceiling สำหรับตราสารหนี้ระยะยาวและ ระยะสั้นของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยใหม่ โดยให้น้ำหนักในเรื่องความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้และการหยุดพักชำระหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น (A moratorium on foreign-currency external payments)แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลของ Moody’s ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศและสถานะทางการคลังของประเทศไทย (24 พ.ค. 49)
  38. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยังไม่แน่ชัด ภายหลังการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม S&P’s ให้ความเห็นว่าจะยังไม่กระทบต่อระดับเครดิตของประเทศในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองที่ชะงักงันยังคงยืดเยื้อต่อไปถึงปี 2550 อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยได้ในที่สุด เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อทัศนคติของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย และการใช้จ่ายของผู้บริโภค (18 ก.ค. 49)
  39. ยืนยันผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้าน เศรษฐกิจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)โดยเห็นว่าการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาชุดดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของ ประเทศได้ (29 ก.ย. 49)
  40. ยกเลิกมุมมองระดับเครดิตของประเทศที่มีการเฝ้าระวังระดับเครดิตที่เป็นลบออก (Rating Watch Negative)โดยยืนยันแนวโน้มระดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่กลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และสถานะทางเครดิตของไทยซึ่งประเมินจากตัวชี้วัดที่สำคัญยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง (23 ต.ค. 49)
  41. ยกเลิกมุมมองระดับเครดิตของประเทศที่มีการเฝ้าระวังระดับเครดิตที่เป็นลบออก (CreditWatch with Negative Implications) โดยมีแนวโน้มระดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมกับยืนยันระดับเครดิตที่ระดับเดิม สถานะของเครดิตไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าจะผ่านการรัฐประหารก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างผิดปกติสำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับประเทศไทย และส่งผลกระทบในทางลบต่อสถานะทางเครดิตของประเทศ (31 ต.ค. 49)
  42. ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมทั้งได้จัดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) เป็นครั้งแรกที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แม้ว่าประเทศไทยจะประสบเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและระดับเครดิตของประเทศ (18 ม.ค. 50)
  43. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากความแข็งแกร่ง ทางสถานะด้านการเงินต่างประเทศและการคลังของรัฐบาลที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ Fitch ยังคงยืนยันระดับเครดิต ของประเทศไทย แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ โดยความยุ่งเหยิงทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อความ เชื่อมั่นและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นฐานทางเครดิตของประเทศไทยแต่ อย่างใด (11 พ.ค. 50)
  44. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A/A-1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มี เสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากสถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิ การจัดการทางด้านการคลังอย่าง ระมัดระวัง และภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่ลดลงทำให้ แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย การเมืองค่อนข้างมากนับตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งความเสี่ยงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลาง (10 ก.ค. 50)
  45. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) อยู่ที่ระดับ BBB+ โดยปรับแนวโน้มของเครดิตจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) และยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) อยู่ที่ระดับ a-2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- โดยปรับแนวโน้มของเครดิตจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) เนื่องจากการเมืองในประเทศไทยเริ่มกลับเข้าสู่รัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ภายหลังจากที่มีการ เลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550 นำไปสู่การปิดฉากความยุ่งเหยิงทางการเมืองนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2548 ที่ผ่านมา ตราบใดที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่เข้าสู่สภาวการณ์ที่ยุ่งเหยิงไปกว่านี้ การฟื้นตัวของการ บริโภคภายในประเทศก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2551 อีกทั้งมีภาระผูกพันที่เกิดจาก หนี้สาธารณะลดลงและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าภาระหนี้ต่างประเทศ (27 ก.พ. 51)
  46. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากความแข็งแกร่ง ทางสถานะด้านการเงินต่างประเทศและการคลังของรัฐบาลที่ปรับตัวดีขึ้น นโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพขึ้น การ ฟื้นตัวอย่างราบรื่นของระบอบประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเงินที่ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง (23 พ.ค. 51)
  47. ปรับแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยทั้งตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) และตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) จากระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) เป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในเวลา ต่อมา อันเนื่องจากปัจจัยระหว่างประเทศ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกลางปีที่ผ่าน มาและภาวะตลาดการเงินที่สับสน รวมทั้งความยุ่งเหยิงทางด้านสังคมที่เพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากความไม่ พอใจกับสถานการณ์ทางการเมือง หากความไม่แน่นอนทางการเมืองและสังคมของประเทศไทยยังคงยืดเยื้อต่อไปและ แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ จะส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะไม่ สามารถหลีกเลี่ยงกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ในอนาคต (27 พ.ย. 51)
  48. ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long- term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะ สั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A/A-1 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะบ่อนทำลายโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความรุนแรงที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างอันเนื่องจากการเข้ายึดครองสนามบินที่สำคัญ ทั้ง 2 แห่งของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล และส่งผลให้การกลับมาฟื้นตัวของเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืนใน ระยะเวลาอันใกล้มีความเป็นไปได้น้อยลง (1 ธ.ค. 51)
  49. ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับ เครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- เนื่องมาจากความยืดเยื้อของความยุ่งเหยิงทางการเมืองของ ประเทศไทยที่มีต่อผู้นำทางการเมืองซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้และอาจบ่อนทำลายพื้นฐานเครดิตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในขณะนี้ ซึ่งการขาดประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ของผู้นำทางการเมือง อาจส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจของประเทศถูกละเลยหรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถูกต้องและชัดเจน (1 ธ.ค. 51)
  50. ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) อยู่ที่ระดับ BBB+ และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- (3 ธ.ค. 51)
  51. ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยังคงยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign- and Local Currency Government Rating) ที่ระดับ Baa1 ระดับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Country Ceiling) ที่ระดับ A3 และระดับเครดิตของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ Baa1 (4 ธ.ค. 51
  52. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) ที่ระดับ BBB+ และ ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) ที่ระดับ a-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุล เงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- (26 ก.พ. 52)
  53. ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) จากระดับ A/A-1 มาอยู่ที่ระดับ A-/A-2 โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงิน ต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 โดยมีแนวโน้มของระดับ เครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (14 เม.ย. 52)
  54. ปรับลดระดับเครดิตระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Issuer Default Rating) จากระดับ BBB+ มาอยู่ที่ระดับ BBB ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Issuer Default Rating) จากระดับ A มาอยู่ที่ระดับ A- ปรับลดระดับเครดิต ตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Short – term Foreign Currency Issuer Default Rating) จากระดับ F2 มาอยู่ที่ระดับ F3 และปรับลดระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) จากระดับ A- มาอยู่ที่ ระดับ BBB+ พร้อมทั้งปรับแนวโน้มของระดับเครดิตจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) เป็นระดับที่มี เสถียรภาพ (Stable Outlook) (16 เม.ย. 52)
  55. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign- and Local Currency Government Rating) ที่ระดับ Baa1 ระดับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Country Ceiling) ที่ระดับ A3 และระดับเครดิตของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ Baa1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (20 เม.ย. 52)
  56. ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) จากระดับ BBB+ มาอยู่ที่ระดับ BBB และปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) จากระดับ A- มาอยู่ที่ระดับ BBB+ โดยยังคงยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) ที่ระดับ a-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (12 เม.ย. 53)
  57. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-term/Short- term Sovereign Credit Ratings) ที่ระดับ BBB+/A-2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น สกุลเงินบาท (Local Currency Long – term/Short-term Sovereign Credit Ratings) ที่ระดับ A-/A-2 โดยมี แนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) นอกจากนี้ ยังยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและ ระยะสั้นสกุลเงินบาทของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Scale Long- term/Short-term Credit Rating) ที่ระดับ axAA-/axA-1 (13 เม.ย. 53)
  58. ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign and Local Currency Government Bond Ratings) ที่ระดับ Baa1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (13 เม.ย. 53)
  59. ปรับแนวโน้มของระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Issuer Default Rating (IDR)) จากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) พร้อมทั้ง ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency IDR) ที่ระดับ A- ยืนยันระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency IDR) ที่ระดับ BBB โดยมีแนวโน้ม ของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Short – term Foreign Currency IDR) ที่ระดับ F3 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ BBB+ (19 เม.ย. 53)

 

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ถนนพระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
จัดทำโดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ โทร. 02 265 8050 Email:pdmomail@pdmo.go.th