สรุปผลการจัดทำเครดิตของประเทศไทย
|
|
Moody's |
S&P |
Fitch |
R&I |
|||||
|
Year |
Long-term |
Short-term |
Foreign-currency country ceiling |
Long-term |
Short-term |
Long-term |
Short-term |
Long-term |
Short-term |
|
1987(2530) |
- |
- |
- |
- |
- |
- |
AA- |
- |
|
|
1988(2531) |
- |
- |
|
- |
- |
- |
- |
AA- |
- |
|
1989(2532) |
A2 |
P-1 |
|
A- |
A-1 |
- |
- |
AA- |
- |
|
1990-1993 |
Same rates as 1989's |
||||||||
|
1994(2537) |
A2 |
P-1 |
|
A (1) |
A-1 |
- |
- |
AA- |
- |
|
1995(2538) |
A2 |
P-1 |
|
A |
A-1 |
- |
- |
AA- |
- |
|
1996(2539) |
A2 |
P-2 (2) |
|
A |
A-1 |
- |
- |
AA- |
- |
|
1997(2540) |
A3 (3) |
P-2 |
|
A-(5) |
A-1 |
- |
- |
A+ (4) |
a-1(4) |
|
1997(2540) |
Baa1 (6) |
P-3 (6) |
|
BBB(7) |
A-3(7) |
- |
- |
A-(8) |
a-2 (8) |
|
1997(2540) |
Baa3 (9) |
P-3 |
|
BBB |
A-3 |
- |
- |
A- |
a-2 |
|
1997(2540) |
Ba1 (10) |
NP(10) |
|
BBB |
A-3 |
- |
- |
BBB(11) |
a-2 |
|
1998(2541) |
Ba1 |
NP |
|
BBB-* (12) |
A-3 |
BB+*(13) |
B (13) |
BBB |
a-2 |
|
1999(2542) |
Ba1^ (15) |
NP(15) |
|
BBB- (16) |
A-3 (16) |
BB+^ (14) |
B (14) |
BBB |
a-2 |
|
1999(2542) |
Ba1^ |
NP |
|
BBB- |
A-3 |
BBB- (17) |
F3 (17) |
BBB |
a-2 |
|
2000(2543) |
Ba1^ (18) |
NP(18) |
|
BBB- |
A-3 |
BBB- |
F3 |
BBB |
a-2 |
|
2000(2543) |
Baa3 (19) |
NP |
|
BBB- (21) |
A-3 (21) |
BBB- (20) |
F3 (20) |
BBB |
a-2 |
|
2001(2544) |
Baa3 |
NP |
|
BBB- (22) |
A-3 (22) |
BBB- |
F3 |
BBB |
a-2 |
|
2002(2545) |
Baa3^(26) |
NP |
|
BBB-^(23) |
A-3^(23) |
BBB-^(25) |
F3 (25) |
BBB^ (24) |
a-2 (24) |
|
2003(2546) |
Baa1(30) |
P-2(30) |
|
BBB-(29) |
A-2^(29) |
BBB(28) |
F3 |
BBB+(27) |
a-2 |
|
2004(2547) |
Baa1 |
P-2 |
Baa1 |
BBB+(32) |
A-2(32) |
BBB^(31) |
F3 |
BBB+ |
a-2 |
|
2005(2548) |
Baa1 |
P-2 |
Baa1 |
BBB+(35) |
A-2(35) |
BBB+^(33) |
F2(33) |
BBB+(34) |
a-2(34) |
|
2006(2549) |
Baa1(39) |
P-2(39) |
A3(37) |
BBB+(38),(41) |
A-2(41) |
BBB+(36),(40) |
F2(36),(40) |
BBB+ |
a-2 |
|
2007(2550) |
Baa1 |
- |
A3 |
BBB+(44) |
A-2(44) |
BBB+(43) |
F2(43) |
BBB+(42) |
a-2(42) |
|
2008(2551) |
Baa1*(51) |
- |
A3 |
BBB+* (48) |
A-2(48) |
BBB+*(46),(49) |
F2(46),(49) |
BBB+*(45),(47),(50) |
a-2(45),(47),(50) |
|
2009(2552) |
Baa1*(55) |
- |
A3 (55) |
BBB+* (53) |
A-2(53) |
BBB(54) |
F3(54) |
BBB+*(52) |
a-2(52) |
|
2010(2553) |
Baa1*(58) |
- |
- |
BBB+* (57) |
A-2(57) |
BBB(59) |
F3(59) |
BBB*(56) |
a-2(56) |
หมายเหตุ :
-
ปรับเพิ่มระดับเครดิต เนื่องจากดุลการชำระเงินของประเทศและสถานะการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น (29 ธ.ค. 37)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากเงินกู้ระยะสั้น และหนี้เสียเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลง (3 ก.ย. 39)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากเงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นและปัญหาโครงสร้าง ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศลดลง
(8 เม.ย. 40) -
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจขาดความคล่องตัว เนื่องจากหนี้ระยะสั้นมีสัดส่วนที่สูงมาก
(16 มิ.ย. 40) -
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น รวมทั้งดุลการชำระเงินเริ่มมีปัญหา (3 ก.ย. 40)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการนำเงินทุนระยะสั้นไปลงทุนอย่างไม่เหมาะสม รวมทั้งสถานะการเมืองมีความไม่แน่นอน
(1 ต.ค. 40) -
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากสถานะการเมืองไม่มีเสถียรภาพ และสภาพคล่องต่างประเทศเริ่มมีปัญหา(24 ต.ค. 40)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากสภาพคล่องที่เริ่มตึงตัว (14 พ.ย. 40)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากปัญหาหนี้เสียระยะสั้นที่จะครบกำหนดชำระในสิ้นปีมีผลทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงมาก
28 พ.ย. 40) -
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากยังคงมีปัญหาโครงสร้างในภาคการเงิน แนวโน้มอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (22 ธ.ค. 40)
-
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากการขาดดุลการคลังของภาครัฐเป็นครั้งแรกในรอบ10 ปี ขณะที่ระบบการเงินในประเทศ
อยู่ในสภาพง่อนแง่น (29 ธ.ค. 40) -
ถูกลดระดับเครดิต เนื่องจากวิกฤตการณ์ภาคการเงินยังไม่คลี่คลาย ดุลการชำระเงินและวิกฤติศรัทธายังเป็นปัญหาอยู่
แนวโน้มเป็นลบ (8 ม.ค. 41) -
เป็นการจัดระดับเครดิตครั้งแรก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากภาระหนี้ระยะสั้นมีระดับสูงมากปัญหาที่เกิดในภูมิภาคยังเป็นจุดอ่อน
ซึ่งจะกระทบต่อประเทศไทยได้ แนวโน้มเป็นลบ (14 พ.ค. 41) -
แนวโน้มเป็นบวก (26 เม.ย. 42)
-
ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) โดยมีโอกาสปรับระดับเครดิตให้สูงขึ้น (2 พ.ค. 42)
-
ปรับแนวโน้มจากลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) (5 พ.ค. 42)
-
ระดับเครดิตเนื่องจากปัจจัยภายนอกปรับตัวดีขึ้นมาก เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล
หนี้ระยะสั้นลดลง เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น (24 มิ.ย. 42) -
อยู่ในระหว่างทบทวนระดับเครดิต โดยมีความเป็นไปได้ที่จะได้ปรับระดับให้สูงขึ้น (3 เม.ย. 43)
-
ปรับเพิ่มระดับเครดิตมาอยู่ที่ระดับ Investment Grade โดยมีแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
เนื่องจากดุลการชำระเงินเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสภาพคล่องในรูปเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง
จากปัจจัยภายนอกได้ (22 มิ.ย. 43) -
ยืนยันระดับเครดิตเดิม เนื่องจากภาระหนี้ต่างประเทศลดลงมาก มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง
และการปฏิรูปมาสร้าง มีความก้าวหน้าพอสมควร ( 21 พ.ย. 43 ) -
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)(5 ธ.ค. 43)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ เนื่องจากดุลการชำระเงินปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อต่ำ
ฐานะการคลังยังไม่น่าเป็นห่วง (31 พ.ค. 44) -
ปรับแนวโน้ม (Outlook) จาก Stable เป็น Positive โดยให้เหตุผลว่า ดุลการชำระเงินอยู่ในฐานะดีขึ้น
และฐานะการคลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นมาก (20 ส.ค. 45) -
ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากไทยมีดุลการชำระเงินที่ปรับตัวดีขึ้น
ประกอบกับ ความมีเสถียรภาพทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง (18 ก.ย. 45) -
ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากไทยมีฐานะทางการเงินระหว่างประเทศ
ที่แข็งแกร่งขึ้น ภาคการธนาคารที่ยังมีเสถียรภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้มีความก้าวหน้า (10 ต.ค. 45) -
ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดและระดับเงินทุนสำรอง
ระหว่างประเทศ อยู่ในฐานะที่ดีมาก ระดับหนี้ต่างประเทศลดลง (15 พ.ย. 45) -
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับ
ที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐสูงขึ้นมาก
ระดับหนี้สาธารณะลดลงอย่างเห็นได้ชัด และระบบการเงินของประเทศที่มีเสถียรภาพ (7 ส.ค. 46) -
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ
Stable) เนื่องจากการลดลงของหนี้ต่างประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และความแข็งแกร่งของฐานะ
ทางการคลังของรัฐบาล (3 ก.ย. 46) -
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB และตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศเป็น A-2
โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นบวก (Positive) เนื่องจากสถานะทางการคลังที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และความแข็งแกร่งของสถานะต่างประเทศ (8 ต.ค. 46) -
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น B a a1 และตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศเป็น P-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากความแข็งแกร่งของ สถานะด้านต่างประเทศ ซึ่งปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังมีนโยบายจะลดการก่อหนี้จากต่างประเทศ ภาคการส่งออกของไทยก็ได้ปรับตัวดีขึ้น โดยประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก (26 พ.ย. 46)
-
ปรับแนวโน้มที่มีเสถียรภาพ (Stable) เป็นบวก (Positive) เนื่องจากการปรับตัวที่ดีขึ้นของสถานะภายนอกประเทศ ของไทย การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และฐานะทางการคลังสาธารณะ ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้สมดุล (3 มี.ค. 47)
-
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ และปรับแนวโน้มระดับเครดิตเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะสถานะหนี้ต่างประเทศภาครัฐ (26 ส.ค. 47)
-
ปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศเป็น BBB+ และปรับเพิ่มระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นเป็น F2 ปรับแนวโน้มระดับเครดิตเป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากสถานะด้านต่างประเทศและภาคการคลังที่แข็งแกร่ง (11 พ.ค. 48)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ของไทยอยู่ในระดับที่สามารถครอบคลุมหนี้ต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันรัฐบาลดำเนินนโยบายในการลดระดับหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง (17 พ.ย. 48)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แสดงถึงสถานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และเสถียรภาพทางด้านงบประมาณ โดยพิจารณาจากฐานะทางการคลังที่เกินดุลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (14 ธ.ค. 48)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แสดงถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย ปัจจัยชี้วัดเครดิตหลักของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง ฐานะการคลังของประเทศที่มั่นคงในปีงบประมาณ 2548 และหนี้ต่างประเทศทั้งหมดของประเทศไทยยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีที่แล้ว (24 เม.ย. 49)
-
ปรับวิธีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับ Foreign-currency country ceiling สำหรับตราสารหนี้ระยะยาวและ ระยะสั้นของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยใหม่ โดยให้น้ำหนักในเรื่องความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้และการหยุดพักชำระหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น (A moratorium on foreign-currency external payments)แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลของ Moody’s ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศและสถานะทางการคลังของประเทศไทย (24 พ.ค. 49)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยังไม่แน่ชัด ภายหลังการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม S&P’s ให้ความเห็นว่าจะยังไม่กระทบต่อระดับเครดิตของประเทศในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองที่ชะงักงันยังคงยืดเยื้อต่อไปถึงปี 2550 อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยได้ในที่สุด เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อทัศนคติของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย และการใช้จ่ายของผู้บริโภค (18 ก.ค. 49)
-
ยืนยันผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้าน เศรษฐกิจของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)โดยเห็นว่าการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาชุดดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของ ประเทศได้ (29 ก.ย. 49)
-
ยกเลิกมุมมองระดับเครดิตของประเทศที่มีการเฝ้าระวังระดับเครดิตที่เป็นลบออก (Rating Watch Negative)โดยยืนยันแนวโน้มระดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ (Stable) เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองที่กลับคืนเข้าสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และสถานะทางเครดิตของไทยซึ่งประเมินจากตัวชี้วัดที่สำคัญยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง (23 ต.ค. 49)
-
ยกเลิกมุมมองระดับเครดิตของประเทศที่มีการเฝ้าระวังระดับเครดิตที่เป็นลบออก (CreditWatch with Negative Implications) โดยมีแนวโน้มระดับเครดิตที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมกับยืนยันระดับเครดิตที่ระดับเดิม สถานะของเครดิตไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าจะผ่านการรัฐประหารก็ตาม การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์ที่ค่อนข้างผิดปกติสำหรับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับประเทศไทย และส่งผลกระทบในทางลบต่อสถานะทางเครดิตของประเทศ (31 ต.ค. 49)
-
ยืนยันระดับเครดิตเดิม โดยแนวโน้มยังคงมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมทั้งได้จัดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) เป็นครั้งแรกที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) แม้ว่าประเทศไทยจะประสบเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ นับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและระดับเครดิตของประเทศ (18 ม.ค. 50)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากความแข็งแกร่ง ทางสถานะด้านการเงินต่างประเทศและการคลังของรัฐบาลที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ Fitch ยังคงยืนยันระดับเครดิต ของประเทศไทย แม้ว่าจะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ โดยความยุ่งเหยิงทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อความ เชื่อมั่นและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นฐานทางเครดิตของประเทศไทยแต่ อย่างใด (11 พ.ค. 50)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A/A-1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มี เสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากสถานะการเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศสุทธิ การจัดการทางด้านการคลังอย่าง ระมัดระวัง และภาระหนี้สุทธิของรัฐบาลที่ลดลงทำให้ แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย การเมืองค่อนข้างมากนับตั้งแต่ปี 2549 รวมทั้งความเสี่ยงเกี่ยวกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลาง (10 ก.ค. 50)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) อยู่ที่ระดับ BBB+ โดยปรับแนวโน้มของเครดิตจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) และยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) อยู่ที่ระดับ a-2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- โดยปรับแนวโน้มของเครดิตจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) เนื่องจากการเมืองในประเทศไทยเริ่มกลับเข้าสู่รัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ภายหลังจากที่มีการ เลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม 2550 นำไปสู่การปิดฉากความยุ่งเหยิงทางการเมืองนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2548 ที่ผ่านมา ตราบใดที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่เข้าสู่สภาวการณ์ที่ยุ่งเหยิงไปกว่านี้ การฟื้นตัวของการ บริโภคภายในประเทศก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2551 อีกทั้งมีภาระผูกพันที่เกิดจาก หนี้สาธารณะลดลงและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าภาระหนี้ต่างประเทศ (27 ก.พ. 51)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากความแข็งแกร่ง ทางสถานะด้านการเงินต่างประเทศและการคลังของรัฐบาลที่ปรับตัวดีขึ้น นโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพขึ้น การ ฟื้นตัวอย่างราบรื่นของระบอบประชาธิปไตยและการปฏิรูปทางการเงินที่ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง (23 พ.ค. 51)
-
ปรับแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยทั้งตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) และตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) จากระดับที่เป็นบวก (Positive Outlook) เป็นระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในเวลา ต่อมา อันเนื่องจากปัจจัยระหว่างประเทศ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกลางปีที่ผ่าน มาและภาวะตลาดการเงินที่สับสน รวมทั้งความยุ่งเหยิงทางด้านสังคมที่เพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากความไม่ พอใจกับสถานการณ์ทางการเมือง หากความไม่แน่นอนทางการเมืองและสังคมของประเทศไทยยังคงยืดเยื้อต่อไปและ แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกเกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ จะส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะไม่ สามารถหลีกเลี่ยงกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ในอนาคต (27 พ.ย. 51)
-
ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Long- term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะ สั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) ที่ระดับ A/A-1 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะบ่อนทำลายโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความรุนแรงที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างอันเนื่องจากการเข้ายึดครองสนามบินที่สำคัญ ทั้ง 2 แห่งของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล และส่งผลให้การกลับมาฟื้นตัวของเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืนใน ระยะเวลาอันใกล้มีความเป็นไปได้น้อยลง (1 ธ.ค. 51)
-
ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Rating) ที่ระดับ A และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น (Short – term Rating) ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับ เครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ A- เนื่องมาจากความยืดเยื้อของความยุ่งเหยิงทางการเมืองของ ประเทศไทยที่มีต่อผู้นำทางการเมืองซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้และอาจบ่อนทำลายพื้นฐานเครดิตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในขณะนี้ ซึ่งการขาดประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ของผู้นำทางการเมือง อาจส่งผลให้นโยบายเศรษฐกิจของประเทศถูกละเลยหรือไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น ประเทศไทยจะต้องดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถูกต้องและชัดเจน (1 ธ.ค. 51)
-
ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) อยู่ที่ระดับ BBB+ และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- (3 ธ.ค. 51)
-
ปรับลดแนวโน้มของระดับเครดิตของประเทศไทยจากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) โดยยังคงยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign- and Local Currency Government Rating) ที่ระดับ Baa1 ระดับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Country Ceiling) ที่ระดับ A3 และระดับเครดิตของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ Baa1 (4 ธ.ค. 51
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) ที่ระดับ BBB+ และ ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) ที่ระดับ a-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุล เงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) ที่ระดับ A- (26 ก.พ. 52)
-
ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินบาท (Long – term/Short-term Local Currency Rating) จากระดับ A/A-1 มาอยู่ที่ระดับ A-/A-2 โดยยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงิน ต่างประเทศ (Long-term/Short-term Foreign Currency Rating) ที่ระดับ BBB+/A-2 โดยมีแนวโน้มของระดับ เครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (14 เม.ย. 52)
-
ปรับลดระดับเครดิตระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency Issuer Default Rating) จากระดับ BBB+ มาอยู่ที่ระดับ BBB ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Issuer Default Rating) จากระดับ A มาอยู่ที่ระดับ A- ปรับลดระดับเครดิต ตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Short – term Foreign Currency Issuer Default Rating) จากระดับ F2 มาอยู่ที่ระดับ F3 และปรับลดระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) จากระดับ A- มาอยู่ที่ ระดับ BBB+ พร้อมทั้งปรับแนวโน้มของระดับเครดิตจากระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) เป็นระดับที่มี เสถียรภาพ (Stable Outlook) (16 เม.ย. 52)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign- and Local Currency Government Rating) ที่ระดับ Baa1 ระดับเครดิตตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Bond Country Ceiling) ที่ระดับ A3 และระดับเครดิตของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Deposit Ceiling) ที่ระดับ Baa1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (20 เม.ย. 52)
-
ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Issuer Rating) จากระดับ BBB+ มาอยู่ที่ระดับ BBB และปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Domestic Currency Issuer Rating) จากระดับ A- มาอยู่ที่ระดับ BBB+ โดยยังคงยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Short Term Credit Rating) ที่ระดับ a-2 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (12 เม.ย. 53)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-term/Short- term Sovereign Credit Ratings) ที่ระดับ BBB+/A-2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้น สกุลเงินบาท (Local Currency Long – term/Short-term Sovereign Credit Ratings) ที่ระดับ A-/A-2 โดยมี แนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) นอกจากนี้ ยังยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวและ ระยะสั้นสกุลเงินบาทของประเทศไทยโดยเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN Scale Long- term/Short-term Credit Rating) ที่ระดับ axAA-/axA-1 (13 เม.ย. 53)
-
ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท (Foreign and Local Currency Government Bond Ratings) ที่ระดับ Baa1 โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) (13 เม.ย. 53)
-
ปรับแนวโน้มของระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency Issuer Default Rating (IDR)) จากระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เป็นระดับที่เป็นลบ (Negative Outlook) พร้อมทั้ง ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท (Long - term Local Currency IDR) ที่ระดับ A- ยืนยันระดับ เครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Long-term Foreign Currency IDR) ที่ระดับ BBB โดยมีแนวโน้ม ของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศ (Short – term Foreign Currency IDR) ที่ระดับ F3 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ (Country Ceiling) ที่ระดับ BBB+ (19 เม.ย. 53)